สังคมไทยยึดติดกับหลายสิ่งมากมาย เมื่อมองจากหลายมุมก็จะเห็นภาพสะท้อนที่แตกต่างกัน
คนที่ยิ่งมองจากหลายมุมมากเท่าไหร่ คนผู้นั้นจะยิ่งเห็นปัญหาและตัวตนของสังคมไทยได้มากขึ้นเท่านั้น
สังคมไทยสำหรับผมแบ่งได้เป็นสองด้านใหญ่ๆ
1 คือด้านที่ถูกทำให้เชื่อ
2 คือด้านที่เป็นจริง
สองด้านนี้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งสังคมโดยรวมถูกกำหนดให้เชื่อโดยผู้มีอำนาจมานานนมแล้ว เช่น คนไทยเคารพผู้ใหญ่ คนไทยรักนวลสงวนตัว สองตัวอย่างนี้ผู้มีอำนาจในสมัยก่อนนิยามขึ้นมาเพื่อปลูกฝังให้คนไทยปกครองง่ายทั้งสิ้น
ผู้ที่ออกมาปฎิเสธ2ตัวอย่างง่ายๆนี้ก็จะถูกมองว่า ละเมิดประเพณีอันดีงามของคนไทย(ซึ่งจริงแท้เป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่เขาปลุกฝังมา) เมื่อจะคัดค้านผู้มีอำนาจหรือ"ผู้หลัก ผู้ใหญ่" ในสังคม ก็จะถูกตราหน้าว่าไม่เคารพ ไม่เป็นคนไทยที่ดี
ส่วนเรื่องรักนวลสงวนตัว ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์พื้นบ้าน หรือฟังเพลงลำตัด หรือการละเล่นพื้นบ้าน ก็จะทราบได้ดีว่าจริงๆแล้วคนไทยก็ไมได้สงวนตัวสักเท่าไหร่
ตัวอย่างความขัดแย้งของตัวตนที่แท้จริง กับตัวตนที่ถูกปลูกฝัง มีอยู่มากมาย จนเกิดกระแสแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่าง ผู้ที่เห็นชอบและยินดีกับการปลูกฝัง และผู้ที่ต้องการออกจากพันธะสังคมที่ผูกมัด
ผู้ที่ยึดติดกับการปลูกฝังก็มีไม่น้อยผนวกกับกระแสทั่สร้างขึ้นอย่างง่ายดายจากผู้มีอำนาจ ทำให้เกิดการแบ่ง คนดีและคนเลวในสังคม
คนดี-หมายถึงผู้ที่ตามกระแส
คนเลว-หมายถึงผู้ที่ขัดแย้งกับสิ่งใดๆในกระแส
6 ตุลาคือตัวอย่างที่ดีมากๆ ถึงการล่องกระแสของผู้มีอำนาจ โดยการขจัด"คนเลว"ของสังคมทิ้งไปเฉกเช่นมดปลวก ด้วยข้อหาอมตะ "ล้มล้างฯ"
สังคมไทยถูกดองไม่ให้คิดมานานแล้ว สมองของสังคมฝ่อมาก เพราะสมองทำงานสวนทางกัน เช่นการรื้อฟื้นหรือชำระความจริงของประวัติศาสตร์ ก็จะมีกระแสคัดค้าน ว่าไม่ควรฟื้นฝอยหาตะเข็บ อะไรที่ผ่านแล้วก็แล้วไป ซึ่งการยับยั้งการค้นหาความจริงก็คือการปกปิดร่องรอยต่างๆอันด่างพร้อยของผู้มีอำนาจ ทั้งๆที่การค้นคว้าความจริงเป็นการพัฒนาความคิด เป็นการก้าวหน้าทางวิชาการในเชิงประวัติศาสตร์ แต่คนหมู่มากในสังคมกลับหันหลังให้ โดยใช้ตรรกะที่ว่าเรื่องมันแล้วไปแล้วจะขุดคุ้ยกันทำไม หรือว่าไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยถ้าจะรู้ความจริง
ความจริงอันน่าสลดใจคือ คนไทยไม่นิยมเสพความจริง แต่นิยมเสพสิ่งที่ปรุงแต่งให้เสพง่าย สบายใจ ทำนอง "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่" ซึ่งก็คือกึ่งยิงกึ่งผ่าน ไม่ฟันธง ไม่ค้นหาจนถึงที่สุด ซึ่งจริงๆคือ ไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ หาหลักฐาน หาข้อมูลมายืนยัน หากไม่ใช่ก็ลบหลู่ได้เต็มปาก
ขอฝากอีกอย่างคือ ความงมงายต่างๆที่เห็นในสังคม แท้จริงแล้วจำเป็นสำหรับผู้มีอำนาจ หากหมดสิ้นถึงความงมงาย หากสังคมไทยเลิกนับถือผีนับถือเทพนับถือสิ่งที่มองไม่เห็นเมื่อไหร่ หลายๆอย่างในสังคมจะเปลี่ยนไปมาก และจะกระทบโดยตรงกับหลายๆอย่าง